ย้ายเรียบร้อย บิ๊กงานยักษ์ “พืชสวนโลก 2572” หรือ “KORAT EXPO 2029” งานระดับ A1 หรือ WORLD HORTICULTURAL EXPOSITION ครั้งแรกในอีสานแนวคิด “ธรรมชาติและพรรณพืชเขียวขจี อนาคตแหงโลกสีเขียว” จัดบริเวณที่สาธารณประโยชน์ “โคกหนองรังกา” ต.เทพาลัย อำเภอคง เนื้อที่จัดงาน 678 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2572 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2573 รวม 110 วัน หลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เสนอปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงาน “มหกรรมพืชสวนโลก 2572” ล่าสุด! ครม.อนุมัติ ย้ายสถานที่จัดงานเป็น “ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม” อำเภอปากช่อง เนื้อที่ 875 ไร่ ใช้ชื่อใหม่ “EXPO 2029 KORAT THAILAND” งบประมาณเดิม 4,281 ล้าน ส่วนพื้นที่เดิมอำเภอคง ให้จังหวัดนครราชสีมาเร่งจัดทำแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่

หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ “พืชสวนโลก” จังหวัดนครราชสีมา 2572 มีมติเตรียมเสนอ ครม. ย้ายสถานที่จัดงานจากอำเภอคง ไปยังอำเภอปากช่อง เนื้อที่ 875 ไร่ ตามเสนอของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เสนอปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงาน “มหกรรมพืชสวนโลก 2572”  หลังนายกรัฐมนตรีสั่งทบทวนความคุ้มค่าในการลงทุนในระยะยาว ลุกลามบานปลาย ชาวบ้าน ขู่ย้ายสถานที่จัดงาน “พืชสวนโลก” ส่งแรงกระเพื่อมคนบัวใหญ่ พ่วงอีก 7 อำเภอ ขอแยกจังหวัดออกจากโคราช ฝากรัฐบาล พิจารณาด้วยความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณี ข้อเสนอ ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมเเห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในการปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานพืชสวนโลก จากเดิม อำเภอคง  ย้ายไปยัง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และวันที่ 1 ก.ย.2569 เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เปลี่ยนสถานที่จัดงาน มหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา 2572  จากเดิมที่วางไว้ใน อำเภอคง ไปเป็น อำเภอปากช่อง หลังสภาพัฒน์ลงพื้นที่ศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทันนำเสนอที่ประชุมสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ (AIPH) ในวันที่ 4 กันยายน 2569

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้คณะกรรมการฯ เคยเสนอขอใช้งบกลางเพื่อจัดทำแผนแม่บทการจัด “มหกรรมพืชสวนโลก” ที่อำเภอคง แต่ต่อมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้สภาพัฒน์ ศึกษาความคุ้มค่าและความเหมาะสมของพื้นที่ใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ปากช่องมีความพร้อมมากกว่า ทั้งด้านพื้นที่ กรรมสิทธิ์ โครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์ในระยะยาว

ที่สำคัญ พื้นที่ที่เสนอในอำเภอปากช่อง มีขนาดประมาณ 875 ไร่ และเป็นที่ดินในความดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้สามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียงบประมาณไปจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม เรียกง่ายๆ ว่า มีที่ให้ใช้ พื้นที่พร้อม และไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ปากช่องได้เปรียบ ทั้งเที่ยว ทั้งพัก ทั้งเดินทาง

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ปากช่องมีฐานการท่องเที่ยวอยู่แล้ว มีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี จึงมีโอกาสต่อยอดคนที่เดินทางมาชมงานให้กระจายเข้าสู่พื้นที่โดยรอบได้ ส่วนโครงสร้างพื้นฐานก็มีความพร้อม ทั้งระบบคมนาคม ที่พัก ร้านค้า สาธารณูปโภค และบริการทางการแพทย์ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนงบประมาณเพิ่มจำนวนมากเพื่อสร้างระบบใหม่ทั้งหมด

ด้าน ท่าอากาศยานนครราชสีมา แม้ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ แต่มีอาคารสถานที่และบุคลากรพร้อม สามารถเปิดระบบเพื่อรองรับเที่ยวบินพาณิชย์ได้ทันทีหากมีความจำเป็นพื้นที่ยังอยู่ใกล้เขื่อนลำตะคอง มีทรัพยากรดินและน้ำที่เอื้อต่อการจัดงาน และสภาพพื้นที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ AIPH และ BIE รวมถึงมาตรฐานการจัดงานระดับ World Expoไม่ใช่แค่จัดงานให้จบ แต่ต้องคิดถึงหลังงานด้วย

ล่าสุด! วันที่ 1 กันยายน 69 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา อนุมัติให้มีการย้ายสถานที่จัดงาน “พืชสวนโลกปี 2027” จากเดิมเป็น อำเภอคง จ.นครราชสีมา ไป อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา แทน เพื่อความเหมาะสมในหลายด้าน ตามข้อเสนอของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการทบทวนความคุ้มค่าในการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้ทันต่อการเสนอต่อที่ประชุมของ “สมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ (AIPH)” ในวันที่ 4 กันยายนนี้”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า “ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 และวันที่ 4 มกราคม 2565 ในส่วนของสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 โดยปรับพื้นที่จัดงานจากป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตามข้อเสนอของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังดำเนินการสรุปผลการศึกษาความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่จัดงาน”

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ผลการพิจารณาของ สศช. คำนึงถึงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน ทั้งด้านการเดินทาง สาธารณูปโภค ที่พัก สถานพยาบาล และการรองรับผู้เข้าชม รวมถึงความพร้อมของพื้นที่ในการจัดงาน โดยพื้นที่ปากช่องเป็นพื้นที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงไม่ต้องจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม และช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐในระยะยาว”

“โดย ครม. เห็นชอบให้เร่งจัดทำ ผังแม่บท (Master Plan) และแผนบริหารจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่ภายหลังการจัดงาน (Legacy Plan) เพื่อให้การเตรียมพื้นที่เป็นไปอย่างเหมาะสม คุ้มค่า และสามารถใช้ประโยชน์ต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการจัดงาน”

“ด้านงบประมาณ กรอบการจัดงานยังคงเดิม 4,281 ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ขณะที่งบกลาง 88.33 ล้านบาท สำหรับจ้างออกแบบผังแม่บทและรายละเอียดการจัดสร้างพื้นที่จัดงาน และ 6 ล้านบาท สำหรับการทบทวนความพร้อมและจัดทำเอกสารเสนอพื้นที่ใหม่ เป็นงบประมาณสำหรับรองรับการดำเนินงานตามการปรับพื้นที่”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวอีกว่า “การเปลี่ยนพื้นที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามกรอบเวลาการรับรองการจัดงาน โดยประเทศไทยต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงความพร้อมของพื้นที่แห่งใหม่ต่อสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (International Association of Horticultural Producers: AIPH) ภายในวันที่ 4 กันยายน 2569 และดำเนินการขอความเห็นชอบจาก องค์การนิทรรศการนานาชาติ (Bureau International des Expositions: BIE) ในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ตามขั้นตอน ขณะที่งานมีกำหนดเปิดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2572 จึงต้องเร่งเตรียมพื้นที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานและกรอบเวลาที่กำหนด”

“นอกจากนี้ ครม. รับทราบการปรับชื่ออย่างเป็นทางการของงานตามข้อกำหนดของ BIE จากเดิม “Nakhon Ratchasima International Horticultural Expo 2029” หรือ “KORAT EXPO 2029” เป็น “International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand” หรือ “EXPO 2029 KORAT THAILAND” เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและเอกสารทางการในกระบวนการรับรองการจัดงานระหว่างประเทศ”

สำหรับพื้นที่อำเภอคง สศช. เสนอให้จังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ได้ดำเนินการเตรียมไว้แล้ว โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่มีส่วนร่วมกำหนดแนวทาง เพื่อให้พื้นที่สามารถนำไปต่อยอดการพัฒนา สร้างความมั่นคงด้านอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน