“รศ.ดร.อดิศร เนาว์นนท์” ชี้เปรี้ยงศึกสมรภูมิเลือกตั้ง 69 “พรรคภูมิใจไทย” กวาดสส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์เฉียด 200 ที่นั่งแลนด์สไลด์เพราะ “กระสุน-บ้านใหญ่-กลไกรัฐ” ทำลายสถิติฉีกโพลชื่อดังพินาศ “พรรคประชาชน” สอบตกการเมืองพื้นที่ ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ระส่ำถูกบล็อกฐานอำนาจ จับตาโมเดลรัฐบาลข้ามขั้วสูตรผสมใหม่ไร้เงาสีส้ม แนะตั้งรัฐมนตรีต้องไม่แบ่งเค้กโควตา สส. แต่ต้องการเห็นการเปิดพื้นที่ให้ “เทคโนแครต” หรือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเข้ามาบริหารประเทศ ตั้ง “รัฐบาลใหม่” รีเควสเน้นคนเก่ง-มีความรู้ “โปรไฟล์ดี”

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ จ.นครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาว์นนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้ออกมาวิเคราะห์ภาพรวมการเมืองไทยทั่วประเทศ ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า

“ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรงของโพลสำรวจทุกสำนัก ที่เคยมองว่ากระแสพรรคประชาชนจะนำโด่ง ซึ่งตนมองว่าความผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากหลักวิชาการที่สำนักโพลส่วนใหญ่ใช้การเก็บข้อมูลภาพรวมทั้งประเทศแล้วนำมาตีความเป็นจำนวน สส. รายเขต ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีโพลสำนักใดสามารถเก็บข้อมูลเจาะลึกได้ครบทุกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศอย่างแท้จริง การนำคะแนนความนิยมบัญชีรายชื่อมาวิเคราะห์รวมกับ สส. เขตจึงเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ และเป็นเหตุผลที่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏเลือกที่จะไม่แถลงผลจำนวน สส. เขต แต่เน้นการวิเคราะห์ สส. บัญชีรายชื่อแทนเนื่องจากมีความแม่นยำกว่า”

รศ.ดร.อดิศร กล่าวอีกว่า “ในส่วนของปรากฏการณ์ที่พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 พร้อมกับการเติบโตของพรรคกล้าธรรมนั้น ตนวิเคราะห์ว่าเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลักระดับประเทศ ปัจจัยแรกคือแรงหนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมผ่านสื่อต่างๆ ที่สร้างกระแสความต้องการความมั่นคง ปัจจัยต่อมาคือระบบ “บ้านใหญ่” ที่ยังทรงอิทธิพลและทำงานสอดรับอย่างเป็นเนื้อเดียวกันกับอำนาจรัฐผ่านกลไกของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่ามีการโยกย้ายข้าราชการก่อนการเลือกตั้งเพื่อเตรียมการรองรับการทำงานนี้โดยเฉพาะ”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรหรือ “กระสุน” ที่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มพิกัด ควบคู่ไปกับการใช้กลไกราชการเข้าบล็อกฐานคะแนนฝ่ายตรงข้าม โดยมีเครือข่ายระดับท้องถิ่นทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และ อสม. เป็นหัวหอกสำคัญในการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ ขณะที่พรรคกล้าธรรมเองก็มีฐานสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากกลุ่มเกษตรกรและนโยบายที่จับต้องได้จริง เช่น การเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนด ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มฐานรากส่วนใหญ่ของประเทศ”

รศ.ดร.อดิศร กล่าวต่อว่า “สำหรับการพ่ายแพ้ของ “พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน” ในระบบเขตเลือกตั้งนั้น ตนมองว่า “พรรคเพื่อไทย” ประสบปัญหาใหญ่จากการถูกกลไกอำนาจรัฐเข้าแทรกแซงและบล็อกฐานอำนาจเดิมจนทำงานไม่เข้าเป้า แม้แต่แกนนำคนสำคัญอย่าง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ก็ยังไม่สามารถต้านทานได้ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ”


“ส่วนพรรคประชาชน แม้จะรักษาฐานคะแนนบัญชีรายชื่อไว้ได้สูงที่สุด แต่ตนเห็นจุดอ่อนที่ชัดเจนคือการขาดการยึดโยงกับพื้นที่เลือกตั้งอย่างแท้จริง เนื่องจากธรรมชาติของการเมืองไทยในเกือบทุกภูมิภาคยกเว้นกรุงเทพฯ ยังผูกติดกับระบบอุปถัมภ์และการเมืองระดับพื้นที่ หรือที่ตนเรียกว่า “การเมืองตลาดล่าง” ซึ่งเน้นความผูกพันผ่านงานบุญงานประเพณีและการเข้าถึงตัว สส. เมื่อพรรคประชาชนไม่สามารถเจาะฐานนี้ได้ ประกอบกับถูกสื่อฝั่งอนุรักษ์นิยมเข้าโจมตีอย่างหนักในช่วงโค้งสุดท้าย จึงทำให้คะแนนในส่วนของ สส. เขตดิ่งลงอย่างที่เห็น”
รศ.ดร.อดิศร กล่าวอีกว่า “ทางด้านทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตนวิเคราะห์ว่าพรรคภูมิใจไทยจะสถาปนาตนเองเป็นแกนนำหลักโดยสมบูรณ์ โดยมีพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านอย่างแน่นอนตามเจตนารมณ์ที่ประกาศไว้ สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่ตนมองว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดเพื่อให้เกิดเสถียรภาพคือการรวมตัวกันของ ภูมิใจไทย กล้าธรรม และเพื่อไทย แม้ทั้งภูมิใจไทยและเพื่อไทยจะมีประวัติความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แต่ตนเชื่อว่าปัจจัยเรื่องอำนาจจะทำให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดลงตัวได้”

“อย่างไรก็ตาม หากแกนนำรัฐบาลกังวลเรื่องภาพลักษณ์ “สีเทา” ของพรรคกล้าธรรมและตัวตนของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มักจะถูกร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติ ก็อาจจะมีสูตรสำรองคือการจับมือระหว่าง ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ซึ่งตนมองว่าเป็นสูตรที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพสูงกว่า โดยรัฐบาลชุดใหม่ควรมีเสียงสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 290-300 เสียงเพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบอย่างหนักจากฝ่ายค้านที่เข้มแข็งอย่างพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ หากต้องไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม”


รศ.ดร.อดิศร กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ ตนยังมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงรัฐบาลที่เกิดจากการแบ่งเค้กโควตา สส. แต่ต้องการเห็นการเปิดพื้นที่ให้ “เทคโนแครต” หรือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเข้ามาบริหารประเทศ ตนอยากให้มีสัดส่วนรัฐมนตรีที่เป็นมืออาชีพอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อนำพาประเทศข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ใช่ยึดติดกับระบบโควตาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างที่เคยเป็นมา”
“ส่วนความเป็นไปได้ที่ “พรรคประชาชน” จะพลิกขั้วไปจับมือกับ “ภูมิใจไทย” นั้น ตนยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะจะเท่ากับการฆ่าตัวตายทางการเมืองของพรรคประชาชนเอง เนื่องจากเคยประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยกมือโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และมีบทเรียนจากการโหวตให้ในครั้งก่อนที่กลายเป็นดาบสองคมกลับมาทิ่มแทงตัวเองจนสูญเสียความเชื่อมั่นจากมวลชน และทำให้พรรคคู่แข่งเติบโตจนกลับมาคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดในปัจจุบัน” รศ.ดร.อดิศร กล่าวทิ้งท้าย










0 Comments